`กินยาคุม-ดื่มเหล้า`รู้ไว้ก่อมะเร็งเต้านมถึงตาย

สถานการณ์มะเร็งในประเทศไทย ปัญหาที่มาพร้อมกับการดื่มแอลกอฮอล์ อันดับ 1 มะเร็งเต้านม ยิ่งดื่มในวัยหมดประจำเดือน และทานยาคุม เสี่ยงมากขึ้น 1.3 เท่า

อย่างที่ทราบกัน “วันมะเร็งโลก” ตรงกับวันที่ 4 ก.พ.ของทุกปี เมื่อย้อนดูรายงาน ภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทยในปี 56 โดยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ พบว่า “โรคมะเร็งตับ” ซึ่งสัมพันธ์กับการดื่มสุราอย่างชัดเจนนั้น เป็นสาเหตุ “การตาย” ของชายไทย 6.8% และหญิงไทย 4% เป็นอันดับ 4 ของสาเหตุการตายทั้งหมด

โดยปัญหาโรคมะเร็งในประเทศไทยกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีข้อมูลจากทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาลปี 58 โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ พบว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ที่พบมากสุดในไทย ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งในช่องปาก

ซึ่ง 5 ใน 6 โรคมะเร็งที่พูดถึงนี้ มีความเสี่ยงมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ในสัดส่วนที่ต่างกันในแต่ละชนิดมะเร็ง ยกเว้นมะเร็งปอดที่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน และนักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลว่า สถาบันมะเร็งนานาชาติองค์การอนามัยโลก พบว่าข้อมูลในปี 55 โรคมะเร็งที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีความชุกในประเทศไทยอันดับ 1 ได้แก่ “มะเร็งเต้านม” หญิง 550 คนจะเป็น 1 คน รองลงมาคือ “มะเร็งลำไส้ใหญ่” พบมากในผู้ชาย ในจำนวน 1,370 คนจะเป็น 1 คน ส่วนมะเร็งอื่นๆ แม้จะมีความชุกต่ำ แต่ถ้าดื่มก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งที่สูงมากเช่นกัน

กลไกของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง มีการศึกษาในสัตว์ทดลองและเซลล์มนุษย์เอง ปัจจุบันสมมุติฐาน อาทิ ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ จะมีการเผาผลาญเอทานอลไปเป็น “acetaldehyde” ซึ่งเป็นสารเคมีที่เป็นพิษและอาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ สามารถทำลายได้ทางดีเอ็นเอ และโปรตีน

ส่วนหลักฐานทางการแพทย์ ที่บ่งชี้ว่าการดื่มเป็นสาเหตุเกิดมะเร็งหลายชนิดที่สำคัญ เช่น “มะเร็งเต้านม” ในเพศหญิง มีการศึกษาทางระบาดวิทยามากกว่า 100 ฉบับ เพื่อหาความสัมพันธ์ของการดื่มกับการเกิดมะเร็งเต้านม ทั้งวัยก่อนและหลังหมดประจำเดือน หากดื่ม 45 กรัม/วัน (3 ดื่มมาตรฐาน) เสี่ยงมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม 1.5 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นนักวิจัยพบว่า ในทุกๆ 10 กรัมที่ดื่มเพิ่มขึ้นต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม 7-10% ซึ่งล่าสุดปี 60 พบว่าหารดื่มปริมาณต่ำๆ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ดื่มมาตรฐานต่อวัน ยังเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมประมาณ 1.1 เท่า โดยสรุปแล้วจากการศึกษา ไม่มีการดื่มรูปแบบใด ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยง การเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้

ในอดีตเป็นที่รู้กันดีว่า…การทานยาคุมกำเนิดเป็นสาเหตุหนึ่ง “มะเร็งเต้านม” ในปัจจุบันพบว่า การดื่มในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ทานยาคุม จะเพิ่มระดับความเสี่ยงมากขึ้น 1.3 เท่า เมื่อเทียบกับหญิงวัยหมดประจำเดือนทั่วไปที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มหรือทานยาคุม ทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงเมื่อดื่มมากขึ้น

“มะเร็งลำไส้ใหญ่” ความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการดื่มไม่ได้มีปริมาณมากนัก ในปี 57 ได้ศึกษารูปแบบ meta-analysis รวบรวมงานวิจัยจำนวน 23 เรื่อง พบว่าการดื่มปริมาณ 50 กรัมขึ้นไป/วัน (3.5 ดื่มมาตรฐาน) เสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 1.2 เท่า และปริมาณ 100 กรัม เสี่ยงเพิ่มเป็น 1.6 เท่า

“มะเร็งตับ” การดื่มเป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งตับสูงถึง 1.5-3.6 เท่า ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเพศชายเท่านั้นแต่เพศหญิงที่ดื่มมากกว่า 14 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ จะเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งตับเพิ่มขึ้น 70% และในปริมาณระหว่าง 7 ถึง 14 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ จะเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งตับ 20%

“แอลกอฮอล์เป็นพิษต่อตับโดยตรง ทำให้เกิดตับอักเสบจากสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะสมของไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งจะเกิดพยาธิสภาพในตับ 4 ระยะ ได้แก่ ภาวะไขมันสะสมในตับ จากนั้นตับอักเสบ เมื่อกระบวนการอักเสบเกิดขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดพยาธิสภาพเป็นพังผืด จนเรียกว่าภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ และท้ายที่สุดจะเข้าสู่การเป็นโรคมะเร็งตับ”

“มะเร็งศีรษะและลำคอ” ผู้ที่ดื่ม 50 กรัมต่อวันขึ้นไปประมาณ 3.5 ดื่มมาตรฐาน เสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งกลุ่มนี้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มอย่างน้อย 2-3 เท่า ซึ่งถ้าดื่มในปริมาณที่ต่ำๆ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 หน่วยดื่มมาตรฐานต่อวัน ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันการเกิดโรคเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นการสูบบุหรี่ร่วมด้วยในผู้ที่ดื่มระดับนี้ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งกลุ่มนี้

โดยสรุปแล้ว…การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งหลายชนิด ที่เป็นปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทย แต่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นับเป็นปัจจัยที่สามารถป้องกันได้ โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาคประชาชน และภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจาก “การเห็นความสำคัญและวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง”

Categories: news