ปิดฉากคดีโรงไฟฟ้าหงสา ! ศาลฎีกาสั่ง “บ้านปู” ชดใช้กว่า 2.5 พันล้าน

ศาลฎีกาตัดสิน สั่ง บ้านปู ชดใช้บริษัท ไทยลาวลิกไนท์ 1,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 รวมแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท กรณีจัดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ ที่เมืองหงสา

วันนี้ (6 มีนาคม 2561) ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ นายศิวะ งานทวี ผู้บริหารกลุ่มบริษัทด้านพลังงาน บริษัท ไทยลาวลิกไนท์ จำกัด, บริษัท หงสาลิกไนท์ จำกัด, บริษัท ไทยลาวเพาเวอร์ จำกัด และบริษัท เซ้าอีสท์เอเซีย พาวเวอร์ จำกัด ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU, บริษัท บ้านปู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), นายชาญชัย ชีวะเกตุ และนายองอาจ เอื้ออภิญญกุล กรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-6 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 63,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี

คดีโรงไฟฟ้าหงสา

หลังจำเลยทั้งหมด ร่วมกันหลอกลวงโจทก์เข้าทำสัญญาร่วมทุน เพื่อให้ได้ข้อมูลสัมปทานเหมืองถ่านหินและรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการหงสา หรือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ ที่เมืองหงสา สปป.ลาว (โครงการหงสา) แต่กลับใช้สิทธิไม่สุจริตในการรายงานเท็จ ส่งผลให้รัฐบาล สปป.ลาว ยกเลิกสัมปทานเหมืองถ่านหิน สัญญาก่อสร้าง และการดำเนินกิจการโรงงานผลิตไฟฟ้าของพวกโจทก์ เพื่อที่พวกจำเลยจะได้เข้าทำสัญญากับรัฐบาล สปป.ลาว แทน

โดยคดีนี้ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้บริษัท บ้านปู ส่งคืนเอกสารข้อมูลจำเพาะต้นฉบับ 13 รายการ ให้กับนายศิวะและพวก โดยให้บริษัท บ้านปู กับ บ้านปู เพาเวอร์ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันฟ้อง 3 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ในอนาคต ตั้งแต่ปี 2558-2570 อัตราปีละ 860 ล้านบาท และอัตราปีละ 1,380 ล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2571-2582 โดยให้ชำระภายในวันสิ้นปีของแต่ละปีด้วย รวมค่าเสียหายที่ต้องชำระทั้งสิ้น 31,000 ล้านบาท ทั้งยังต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า จำนวน 5 ล้านบาทด้วย

ซึ่งต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วให้พิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

อย่างไรก็ตาม ภายหลังโจทก์ยื่นฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้พวกจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ศาลฎีกาได้พิจารรณารอบคอบแล้วเห็นควรพิพากษาแก้ ให้บริษัทจำเลยที่ 1, 2 และ3 ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 1,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับแต่วันฟ้อง

นายอดุลย์ รักสนิท ทนายความของนายศิวะ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า พอใจ โดยศาลฎีกาเห็นว่าฝ่ายโจทก์ถูกละเมิดจริง ทั้งนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชดใช้เงิน 1,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอีกกว่า 1,000 ล้านบาท นับแต่วันฟ้องคดี หลังจากนี้จะพิจารณายื่นฟ้องบุคคลที่นำข้อมูลในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าไปใช้หาประโยชน์ต่อไป

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ เมืองหงสา สปป.ลาว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ บ้านปู ขยายธุรกิจไปยังพลังงานทดแทน เพื่อลดความเสี่ยงในธุรกิจถ่านหิน โดยบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทลูกของบ้านปู ถือหุ้นอยู่ที่ 78.64% ดำเนินธุรกิจพลังงานทั้งพลังงานไฟฟ้า พลังงานไอน้ำ มีกำลังผลิตรวม 2,068 เมกะวัตต์ มีโครงการรอพัฒนา 721 เมกะวัตต์ ตามแผนงานระยะยาวบริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตถึงปี 2564 เป็น 2,800 เมกะวัตต์ มาจากโครงการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น และจีน ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนโรงไฟฟ้าโดยตรง และตามสัดส่วนเงินลงทุน ซึ่งครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ทั้งไทย, สปป.ลาว, จีน และญี่ปุ่น

ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าหงสาที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว ทั้งโรงไฟฟ้าและถ่านหินลิกไนต์ ระยะเวลา 25 ปี นับตั้งแต่เริ่มผลิตไฟฟ้าและถ่านหินเชิงพาณิชย์ โดยเข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 2552 ด้วยเม็ดเงินลงทุน 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ กำลังการผลิตจะอยู่ที่ 1,878 เมกะวัตต์ แบ่งดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็น 3 หน่วยการผลิต ได้เปิดดำเนินการไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2558-2559 ซึ่งได้ทำการ COD ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบางส่วนจำหน่ายให้กับ สปป. ลาว

จากรายการผลประกอบการในรอบปี 2560 บริษัทมีรายได้ 6,419 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.82% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 4,242 ล้านบาท ลดลง 0.7% จากปีก่อน ตามโครงสร้างรายได้มาจากพลังงานไฟฟ้า 53.33% พลังงานไอน้ำ 40.38% และรายได้จากการขายอื่น ๆ 6.29%

เฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าหงสา มีรายได้ 20,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.33% จากปีก่อน มีกำไรก่อนหักภาษี 13,099 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน

ขณะที่กำไรตามส่วนแบ่งการลงทุนของ BPP อยู่ที่ 3,143 ล้านบาท แต่รับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 908 ล้านบาท ทำให้รับรู้กำไรในงวดนี้ที่ 2,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.62%

ขอบคุณข้อมูล จาก kapook.com

Categories: news